หน้าหลัก
เกียวกับโครงการ
    ข้อมูลพื้นฐาน
    เครือข่ายชุมชน
ข่าวประชาสัมพันธ์
    ข่าวทั่วไป
    กิจกรรม
วิธีการเลิกบุหรี่
    ยาที่ใช้เลิกบุหรี่
    การเลิกบุหรี่
    การใช้ยาบำบัดในการช่วยเลิกบุหรี่
เอกสารดาวน์โหลด
    PHARMACY CASE
สื่อมัลติมีเดีย
    ความรู้เรื่องบุหรี่
    การให้คำปรึกษา (ENG)
    การให้คำปรึกษาการเลิกบุหรี่
ติดต่อเรา
    คณะผู้ให้คำปรึกษา
  Admin
 
หน้าหลัก > วิธีการเลิกบุหรี่ > ยาที่ใช้เลิกบุหรี่
4 วิธีเลิกบุหรี่

  View:17

1. วิธีหักดิบ (Cold Turkey) 

       วิธีหักดิบ (Cold Turkey) คือ การเลิกบุหรี่ด้วยตนเองโดยอาศัยกำลังใจเพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้ยาหรือวิธีการอื่นๆ ร่วมด้วย และเป็นการเลิกบุหรี่โดยหยุดสูบบุหรี่ทั้งหมดทุกมวนในทันที ไม่ใช้การเตรียมตัวโดยค่อยๆ เลิกทีละน้อย วิธีนี้เป็นที่นิยมแต่ประสบผลสำเร็จน้อย มีเพียงร้อยละ 5-7 ของผู้สูบที่ใช้วิธีนี้อดบุหรี่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้สูบมักไม่สามารถทนต่ออาการถอนยาที่เกิดจากนิโคตินในบุหรี่ได้

ดังนั้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการหักดิบ จึงมีคำแนะนำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเชื่อว่าสามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีนี้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น คือ:

·       เข้าใจและเรียนรู้ถึงลักษณะของอาการถอนยาที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาการกระวนกระวาย เครียด เหนื่อยล้า หรือ นอนไม่หลับ เป็นผลมาจากนิโคตินในบุหรี่ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นมากในช่วงวันแรกๆ ของการอดบุหรี่ แต่อาการดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในระยะต่อมา

·       พยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับสารพิษ ของเสียต่างๆ ออกไป

·       หาวัสดุหรือสิ่งของถือไว้ในมือตลอดเวลา เพื่อช่วยให้ลืมนึกถึงการมีบุหรี่ไว้ในมือ

·       เมื่อรู้สึกอยากบุหรี่  ให้หลับตาและหายใจเข้าลึกๆ นับถอยหลังจาก 10 ไป 0

·       พยายามออกกำลังกายบ่อยๆ เช่น เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ในที่ทำงาน เป็นต้น

 

2. การใช้พฤติกรรมและจิตสังคมบำบัด (Behavioral change) 

            การใช้พฤติกรรมและจิตสังคมบำบัด (Behavioral change) นอกเหนือจากการติดสารนิโคตินในบุหรี่ซึ่งเป็นภาวะการติดทางร่างกายแล้ว ผู้สูบบุหรี่ยังติดบุหรี่เนื่องจากปัจจัยอื่น คือ ภาวะทางจิตใจ และภาวะทางสังคมหรือนิสัยความเคยชิน ซึ่งเป็นสาเหตุให้การเลิกบุหรี่นั้นเป็นไปได้ยาก  การติดทางจิตใจและติดทางสังคมหรือนิสัย เกิดจากการเรียนรู้ว่าการสูบบุหรี่ทำให้หายเครียด เพลิดเพลิน หายเบื่อ สมองแล่น ทำให้เกิดการติดอกติดใจอยากสูบเรื่อยๆจนติดเป็นนิสัยหรือเป็นความเคยชินอย่างหนึ่ง เมื่อไรที่รู้สึกเครียดหรือเบื่อๆก็จะคิดถึงบุหรี่  ภาวะเสพติดทางจิตใจเป็นสาเหตุสำคัญ ของการกลับมาสูบใหม่หลังจากเลิกได้แล้ว ดังนั้นผู้ที่พยายามเลิกสูบบุหรี่และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้แล้วจึงควรเรียนรู้ทักษะในการแก้ปัญหาแบะต่อสู้กับการติดทางจิตใจและสังคม

     ซึ่งมีวิธีการอยู่หลายรูปแบบ คือ 

             การหลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุ หรือกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดความอยากสูบบุหรี่ เช่น

ไม่พกบุหรี่ติดตัว

ทิ้งอุปกรณ์สูบบุหรี่ทั้งหมด

ไม่เข้าใกล้คนที่กำลังสูบบุหรี่

เลือกที่นั่งในบริเวณที่ห้ามสูบบุหรี่

ถ้าดื่มกาแฟหรือเหล้าแล้วอยากสูบบุหรี่ ก็ให้หยุดดื่มหรือเปลี่ยนไปดื่มอย่างอื่นแทน

ถ้าต้องสูบบุหรี่หลังอาหารก็ให้ลุกขึ้นหา อะไรทำทันทีที่รับประทานอาหารอิ่ม

            การเบี่ยงเบนความสนใจ  เมื่อเกิดความอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา เช่น อาบน้ำ หาอะไรทำ เล่นกีฬา หรือ เคี้ยวหมากฝรั่ง อมลูกอมที่มีกลิ่นหอมสดชื่น เช่น มินท์ หรือเมื่อต้องการหยิบบุหรี่ขึ้นมาให้หยิบปากกาหรือดินสอแทน และขีดเขียนอะไรก็ได้ เป็นการช่วยให้ได้ใช้มือทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนที่จะคีบบุหรี่

                การเสริมสร้างกำลังใจ ในการเลิกสูบบุหรี่ เช่น

คิดทบทวนผลเสียของการสูบบุหรี่และผลดีของการหยุดสูบบุหรี่

บอกคนรอบข้างว่าท่านกำลังพยายามหยุดสูบบุหรี่เพื่อ พวกเขาจะได้ช่วยเชียร์และไม่มายั่วหรือส่งบุหรี่ให้  เวลาท่านหงุดหงิดเขาจะได้เข้าใจ ทำให้ท่านต้องพยายามอย่างจริงจังมากขึ้น

เก็บเงินค่าบุหรี่ใส่กระปุกออมสินไว้ให้รางวัลตัวเองถ้าเลิกสูบบุหรี่ได้ ฯลฯ

            หาวิธีอื่นๆในการจัดการกับความเครียด   วิธีจัดการกับความเครียดนั้นมีมากมายหลายวิธี บางคนใช้วิธีดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา บางคนใช้วิธีปิดห้องแล้วตะโกนดังๆ บางคนใช้วิธีเข้าไปพูดกันให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง ฯลฯ แต่คนที่สูบบุหรี่มีวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่านั้นคือ สูบบุหรี่ ไม่ว่าเครียดจากอะไรก็ตามสูบบุหรี่แล้วจะสบายทันอกทันใจทำให้ไม่สามารถทนใช้วิธีอื่นๆซึ่งอาจจะได้ผลเช่นกันแต่ช้ากว่า ดังนั้นผู้ที่ใช้บุหรี่เพื่อลดความเครียดและต้องการเลิกสูบบุหรี่คงต้องศึกษาหรือสังเกตุดูพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ไม่สูบบุหรี่ดูว่าเขาจัดการกับความเครียดอย่างไรถึงยัง"มีชีวิตรอดอยู่ได้"ทั้งๆที่เขาก็เครียดเหมือนกัน ทดลองใช้วิธีจัดการกับความเครียดแบบต่างๆดูแล้วจดจำวิธีที่ท่านชอบเอาไว้ใช้

            กำหนดวันที่จะหยุดสูบอย่างเด็ดขาด  เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวและ"ทำใจอาจจะกำหนดโดยใช้วันที่มีความหมายพิเศษบางอย่างเช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน วันเกิดลูก หรืออาจกำหนดเป็นระยะเวลาเช่นอีก วัน วัน หรือ 10 วัน หรืออีก สัปดาห์ก็ได้ หลังจากนั้นให้ใช้เวลาช่วงนี้ค่อยๆพยายามลดการสูบบุหรี่ลง โดยจำกัดจำนวนบุหรี่ที่จะสูบในแต่ละวันลงเรื่อยๆ สูบเพียงครึ่งมวนแล้วทิ้ง กำหนดวันที่จะไม่สูบบุหรี่เลยทั้งวันจากสัปดาห์ละ วัน แล้วค่อยๆเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ วัน วัน หรือค่อยๆเพิ่มเป็น วันติดกัน วันติดกัน ฯลฯ ในระหว่างนี้ให้พยายามปฏิบัติตามวิธีที่กล่าวมาแล้วไปด้วยคือ หลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุ เบี่ยงเบนความสนใจ เสริมสร้างกำลังใจ และเปลี่ยนวิธีจัดการกับความเครียดเมื่อถึงวันที่ท่านกำหนดว่าจะหยุดสูบบุหรี่ให้ทิ้งบุหรี่ที่เหลือและอุปกรณ์การสูบบุหรี่ให้หมดแล้วหยุดสูบบุหรี่ทันที แล้วปฏิบัติตามวิธีข้างต้นต่อไปจนสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้เด็ดขาดและเกิดเป็น "นิสัยหรือความคุ้นเคยอันใหม่ที่ไม่ต้องสูบบุหรี่

 

 "การใช้พฤติกรรมหรือจิตสังคมบำบัดอย่างเดียว จะทำให้โอกาสเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10-30
ที่ระยะเวลา ปี"

 

3. การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ (Drug therapy)

               การใช้ยาจะมีประโยชน์ในการช่วยลดความทรมานจากอาการถอนยาของนิโคติน ทำให้ผู้สูบมีเวลาในการปรับตัว เตรียมพร้อมหรือทุ่มเทกำลังใจเรียนรู้ในการต่อสู้กับภาวะเสพติดทางจิตใจและทางสังคม เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่  การใช้ยาจะช่วยในการบรรเทาหรือระงับอาการถอนยาจากนิโคตินเท่านั้น แต่จะไม่มีผลต่อความรู้สึกเป็นสุข คลายเครียด เพิ่มความพอใจ หรือช่วยให้มีชีวิตชีวา ดังนั้นยาต่างๆ ที่ใช้ในการช่วยเลิกบุหรี่โดยเฉพาะประเภทที่มีนิโคตินเป็นส่วนประกอบ จะไม่มีผลทำให้เกิดการเสพติดหรือใช้ยาในทางที่ผิดได้ ยาที่ช่วยเลิกบุหรี่ในปัจจุบันมี ประเภทใหญ่ๆ คือ ยาที่ให้นิโคตินทดแทน และยาที่ไม่ได้ใช้นิโคตินทดแทน (see Pharmacotherapy of smoking cessation)

                3.1 Nicotine replacement therapy (NRT) ได้แก่ NRT ทุกชนิด ซึ่งมีอยู่ในรูปแบบต่างๆ ประเภท แต่ในประเทศไทยขณะนี้มีเพียง รูปแบบ คือ หมากฝรั่ง และแผ่นแปะนิโคติน

           3.2 Non-nicotine replacement therapy (NNRT) ได้แก่ ยาเม็ดรับประทานที่ไม่ใช่นิโคติน เช่น Bupropion HCl, Nortriptyline HCl, Clonidine HCl

 

4. การใช้วิธีที่ 2 และ 3 ร่วมกัน

                  วิธีนี้เป็นวิธีที่ประสบผลสำเร็จสูงสุด โดยพบว่าโอกาสของการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมีถึงร้อยละ 30-40 ที่ระยะเวลา ปี เนื่องจากเป็นวิธีที่สอดคล้องกับสาเหตุของการติดบุหรี่ในสภาวะจริง ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัย นั่นคือการที่ผู้สูบบุหรี่จะเลิกบุหรี่ได้นั้นต้องอาศัย ปัจจัยในการรักษา คือ การมีกำลังใจ มีทัศนคติ ความเชื่อที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ การใช้พฤติกรรมและจิตสังคมบำบัด และการใช้ยาช่วยอดบุหรี่ในการักษาการติดสารนิโคติน